อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษแนะ ควรขยายช่วงเวลาห้ามวิ่งรถบรรทุก ห้ามจอดรถริมถนนสายหลัก หรืออาจจำกัดการใช้รถยนต์โดยแยกทะเบียนเลขคู่เลขคี่ รวมทั้งห้ามจุดไฟเผาสิ่งต่างๆ ในที่โล่งทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อบรรเทาปัญหามลพิษ นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวในงานเสวนา “ภัยร้าย ‘ฝุ่น’ กลางเมือง” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ถึงปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออกในกรุงเทพฯ ขณะนี้

ว่า ในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์มลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เหตุเพราะมีการปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นน้ำมันเกรดยูโร 4 (EURO IV) ตั้งแต่ปี 2555 หรือรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เครื่องยนต์ทั้งเบนซินและดีเซลก็เป็นมาตรฐานยูโร 4 เช่นกัน รวมทั้งมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 2550 “เชื้อเพลิงสะอาดกับรถที่สะอาดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มลพิษปรับตัวลง อย่างสมัยก่อนกำมะถันที่ใส่ในน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 1,000 พีพีเอ็ม (ppm) ตอนนี้เหลืออยู่ 50 และในอนาคตจะเหลือแค่ 10 พีพีเอ็ม ส่วนน้ำมันดีเซลแต่ก่อน 10,000 พีพีเอ็ม วันนี้ก็ลงมาเหลือ 50 ตั้งแต่ปี 2555 แล้วน้ำมันนี้มีผลกับรถเก่าด้วย ถ้าเอาน้ำมันดีไปใช้กับรถเก่า ค่ามลพิษก็ลดลง หรืออย่างมอเตอร์ไซค์วันนี้ก็เป็น 4 จังหวะและมีอุปกรณ์กำจัดไอเสีย แต่เสียดายที่พวกบิ๊กไบค์ทั้งหลายไปเปลี่ยนท่อไอเสีย แล้วไปถอดของพวกนี้หมด” นายสุพัฒน์ ระบุ อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามด้วยความที่จำนวนรถยนต์ในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีประมาณ 9 ล้านคัน มากกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนที่มีเพียง 2 ล้านคัน ทำให้ปริมาณมลพิษยังคงสูง โดยเฉพาะในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. ของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อระหว่างฤดูหนาวกับฤดูร้อนซึ่งอากาศจะนิ่ง มลพิษจึงสะสมได้ง่ายโดยเฉพาะในเขตเมือง ประกอบกับในกรุงเทพฯ มีตึกสูงจำนวนมาก การระบายมลพิษออกจากเมืองก็ยิ่งยากขึ้นไปด้วย. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

Categories: health news